แล้วก็อ่านจบสักทีสำหรับภาคต่อของ Ender's Game หรือ เกมส์พลิกโลกที่เราเคยเขียนถึงไป(เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กรุณาไปดูที่ Review Books บนส่วนของ page นะคะ)  หลังจากภาคที่แล้วเอนเดอร์ในวัยเด็กได้ทำให้เราได้รู้จักเขาในบทบาทของผู้ปราบปรามแมง ผู้รุกรานจากต่างดาวที่หวังจะทำลายโลก   และสุดท้ายด้วยรู้สึกความผิดในสิ่งที่เขาทำลงไปซึ่งร้ายแรงใหญ่หลวงจนไม่อาจให้อภัยได้   เอนเดอร์จึงออกเดินทางไปในอวกาศอันไกลโพ้น และมันก็เป็นจุดเชื่อมต่อที่มาถึงภาคนี้ค่ะ

วาทกะแด่ผู้ล่วงลับ (Speaker for the Dead)

ผู้แต่ง Orson Scott Card

ผู้แปล ดร.ยรรยง เต็งอำนวย

สำนักพิมพ์ เอเอสเค มีเดีย

เรื่องย่อ

แอนดรูว์ วิกกินละทิ้งนามเอนเดอร์และความเป็นวีรบุรุษจากสงครามในอดีต   ออกท่องอวกาศไปยังดาวต่างๆผ่านกาลเวลาไปกว่า 3000 ปีในฐานะของวาทกะแห่งผู้ล่วงลับ เขาทำเพื่อไถ่บาปสิ่งที่ตนเองเคยทำผิดพลาดในอดีตเพื่อเยียวยาบาดแผลในใจของผู้คนด้วยการเป็นผู้บอกเรื่องราวความจริงของผู้ตายหรือวาทกะตามพิภพดวงดาวต่างๆ    กาลเวลาผ่านเลยไปพร้อมๆกับการเริ่มเดินทางเพื่อสร้างอาณานิคมใหม่ๆในอวกาศของมนุษยชาติ    และหลังจากที่ตัวเขาตั้งใจจะหาที่พักพิงสุดท้ายให้กับการเดินทางอันยาวนานของเขาซะที     แอนดรูว์หรือเอนเดอร์ก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับการตายอันน่าสยดสยองของนักเผ่าพันธุ์ต่างดาวแห่งดวงดาวอาณานิคมนามลูซิตาเนีย    ท่ามกลางความเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับเหตุแห่งการฆาตกรรมในครั้งนั้น   เอนเดอร์ได้รับการติดต่อมาจากเด็กสาวคนหนึ่งให้เขาไปเป็นวาทกะให้กับผู้ที่ตายซึ่งก็คือนักเผ่าพันธุ์ต่างดาวที่ถูกฆาตกรรมคนนั้น...


Speaker for the dead คือเรื่องราวภาคต่อจาก Ender's Game แม้ผู้เขียนตั้งใจจะเขียนภาคนี้ออกมาเพียงแค่เล่มเดียวก็เถอะ  แต่เพื่อความสมบูรณ์และมีที่มาที่ไปของเรื่องราวจึงต้องเขียน Ender's Game เพื่อเป็นการเปิดให้เห็นการต่อสู้อย่างโชกโชนของพระเอกเราซะก่อน และสำหรับตอนนี้เรื่องราวห่างจากภาคแรกมานานมากๆ    จากในภาคแรก  เราจะเห็นได้ว่าการรบและการเดินทางของเอนเดอร์นั้นอยู่แค่ระบบสุริยะจักรวาลของเราแค่นั้น    การเดินทางดูไม่เนินนานอะไรเลยต่างจากภาคนี้   ในวาทกะแด่ผู้ล่วงลับ เอนเดอร์ต้องใช้การเดินทางที่ยาวนานขึ้น     ซึ่งทำให้เวลาชีวภาพในยานอวกาศที่เขานั่งไปกับดวงดาวที่เขาต้องการจะไปนั้นห่างกันมากด้วย   ผู้แต่งไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเดินทางแบบหนังสือไซ-ไฟหลายๆเรื่องที่มีทั้ง การโจน  การวาร์ปเพื่อย่นเวลาชีวภาพของภายในยานและภายนอกให้ใกล้เคียงกันมากที่สุด   แต่ Orson Scott Card เลือกที่จะใช้เทคโนโลยีการเดินทางในความเร็วแค่ใกล้เคียงแสงเท่านั้น    ในจุดนี้เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเรื่องนี้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ   เพราะถ้าใครอ่านหนังสือพุทธศาสนาบางเล่มจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ได้เลยว่าเราไม่มีทางเดินทางเร็วกว่าแสงได้แน่นอนจะทำได้ก็แค่เทียบเคียงเท่านั้น   แต่ยิ่งเข้าใกล้แสงมากขึ้นเท่าไหร่    แสงก็จะหนีเราได้ทุกครั้งไม่มีที่สิ้นสุด (อยากเข้าใจเพิ่มเติมกรุณาหาหนังสือชื่อ ไอสไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น ของทพ.สม สุจีรามาอ่านดูค่ะ<<แล้วจะยูเรก้าทันที)       ดังนั้นการเดินทางหลายปีแสงในแต่ละทีจึงกลางเป็นเรื่องที่ปวดร้าวสำหรับผู้ที่ต้องจากและผู้ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

นอกจากนั้นใน Speaker for the dead ยังพูดถึงการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเผ่าพันธุ์ที่น่าสนใจอีกด้วย   เพราะหลังจากที่ Ender's Game เป็นการเผชิญหน้ากันของต่างเผ่าพันธุ์แบบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งแรกแล้ว ในSpeaker for the dead เอนเดอร์ตั้งใจที่จะสื่อสารให้คนที่ร่วมเผ่าพันธุ์เดียวกับเขาทั้งหมดรับรู้และซาบซึ้งกับคำว่าพี่น้องร่วมสิ่งมีชีวิตอีกด้วยไม่ใช่แค่มนุษย์จะเป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงภูมิปัญญาอย่างเดียว    มนุษย์มักตัดสินแต่ในด้านที่ตนเองมอง   คิดว่าผ่ายตนนั้นถูกที่สุดและมั่นใจว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นเป็นอย่างที่ตนคิดอย่างแน่นอนโดยไม่ยอมเข้าใจและเปิดใจยอมรับมันในด้านอื่น   ปัญหาแบบนี้แม้แต่เผ่าพันธุ์ร่วมสปีชีส์เดียวกันอย่างเราๆท่านๆยังแก้ไขกันไม่ได้เลยค่ะ      แล้วแบบนี้การที่เอนเดอร์จะเข้าไปแก้ไขเรื่องแบบนี้กับต่างสปีชีส์แต่ทรงภูมิปัญญาอย่างเราจะคุยกันรู้เรื่องหรือ  Speaker for the dead ทำให้ฉุกคิดได้ถึงแนวคิดนี้     

เรื่องบางเรื่องเราตัดสินใจโดยไม่ศึกษาให้เห็นถึงความจริงซะก่อนเราก็ด่วนตัดสินและคิดว่าฝ่ายตรงข้ามต้องเป็นอย่างที่เราคิดแน่ๆ Speaker for the dead  มีการเปรียบเปรยและเหน็บแนมที่แยบคายผ่านหลายเหตุการณ์ในเรื่องผ่านสภาพของพิภพอาณานิคมแห่งลูซิตาเนียที่เขาไปเยือน ผู้คนที่อาศัยบนพิภพแห่งนั้น   สิ่งมีชีวิตร่วมโลกหรือแม้แต่การเกื้อกูลกันของสิ่งแวดล้อม    และแม้ว่าเราๆท่านๆจะรู้กันอยู่แล้วว่าไอ้ปัญหาแบบนี้จะแก้ไขอย่างไร   บางครั้งการนึกเองฝ่ายเดียวการไม่ได้พูดความจริงออกไปและบอกความรู้สึกตนออกไปอาจเป็นการคิดผิดก็ได้   เพราะผลเหล่านั้นอาจไม่ใช่อย่างที่เราคิดโดยสิ้นเชิง

**สำหรับเราแล้วยิ่งนั่งพิมพ์ไปยิ่งรู้สึกถึงสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อออกมามากขึ้นๆเรื่อยๆค่ะ   ความต่าง  การมอง ที่เราไม่เคยตระหนักถึงมาก่อน   หากได้มีใครมาบอกมาเตือนมันก็เหมือนกับเป็นการช่วยให้เขาได้รู้ถึงความผิดพลาดของตนเอง  และไม่ทำผิดอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ได้ค่ะ   แต่ว่านะหลังจากที่อ่านเล่มนี้จบ   บางครั้งเราก็ยังรู้สึกเลยว่า    การที่เราจะไปพูดจาอะไรกับมนุษย์ต่างดาว...บางทีอาจพูดจากันรู้เรื่องกว่ามนุษย์อย่างเราๆเองก็ได้มั้ง..... (ทำไมฉันนึกถึงมนุษย์ดาวเคโรนล่ะนั่น ^^" )

อีกอย่างหนึ่งนี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่น่าสนใจค่ะแต่คนซื้อน้อยเหลือเกิน จนวันนี้เราไปถามที่สำนักพิมพ์มาละ  ได้ความว่าเล่มต่อไปคงต้องรอดูกระแสทั้งสองเล่มนี้ก่อนว่าไปไหวพอที่จะทำให้สามารถพิมพ์เล่ม 3 -4 จนจบออกมาทั้งซีรีส์รึเปล่า   บอกตรงๆว่าไม่หวังถึง Ender's Shadow แล้วค่ะ แต่ขอแค่ได้อ่าน Ender's Game จนจบชุดมันก็พอแล้ว    ซื้อหนังสือบางครั้งเราก็ไม่ควรมองแต่ปกอย่างเดียวปกมันแค่ส่วนประกอบค่ะ  แต่เนื้อในนี่แหละสำคัญที่สุด  บางครั้งปกสวยก็ใช่ว่าจะเนื้อเรื่องสนุก   บางเล่มทำเอาเราอยากปาทิ้งก็มีเยอะแล้ว...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อืมมมม ผมรู้แล้วว่าวันเสาร์ผมคุยกะใครไป confused smile

เรื่องนี้อยากพิมพ์ต่อจริงๆ ครับ เพราะผมเองก็อยากอ่านตอนต่อด้วย (ฮา) อ.ยรรยงเองก็อยากแปล ยังไงจะพยายามดันเล่ม 3 เท่าที่ทำได้ละกันครับ

(กำลังคิดหาทางสร้าง community sci-fi ขึ้นมา ไม่งั้นคงไม่ง่ายที่จะดันหนังสือแนวนี้ออกมาจริงๆ)

#1 By AccBLue on 2007-10-23 01:51

นั่นสิคะ อยากให้คนอ่านหนังสือประเภทนี้เยอะขึ้นจริง จะช่วยเท่าที่ช่วยได้แล้วกันค่ะ big smile

#2 By *~citrus~* on 2007-10-23 08:16